เวลาเพลินๆ ที่ บุรีรัมย์ วันนี้เค้ามีอะไรเที่ยวบ้าง

เพลินชมอัปสรา ศิวนาฏราช ปราสาทหินพนมรุ้ง ประสาทเมืองต่ำ

หากเอ่ยถึงจังหวัดบุรีรัมย์ นักท่องเที่ยวรายไหนรายนั้น มักจะนึกถึงปราสาทสินทรายสีชมพูอันงดงามบนยอดเข้าเล็กๆ อันเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทไปแล้ว แห่งอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ปราสาทอันมีชื่อเสียงโด่งดังแรงขึ้นมาจากกรณีบทเพลงทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ โดยวงดนตรีคาราบาว เป็นข่าวใหญ่เมื่อสักสามสิบปีก่อน

ปราสาทหินพรมรุ้ง
ปราสาทหินพรมรุ้ง

จากนั้นเป็นต้นมา ดูเหมือนว่าปราสาทหินพนมรุ้งจะกลายเป็นต้นทุนทางการท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ที่เป็นตัวเปิดเกม ทำจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าจังหวัดมาได้โดยตลอด อย่างที่กรมศิลปากรเจ้าของพื้นที่แทบจะไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ดูแลปราสาทแห่งนี้ให้สะอาดสะอ้านสวยงาม มีป้ายสื่อความหมายอธิบายพอให้นักท่องเที่ยวได้ทราบความเป็นมา แค่นั้นก็แทบจะเพียงพอแล้ว

และปราสาทหินพนมรุ้งก็ยังมีกำลังเสริมที่แข็งแกร่ง คือ ปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นราบเบื้องล่าง มีความสวยงามยิ่งในการวางผังปราสาทให้มีบาราย หรือสระน้ำเล็กๆ อยู่ภายในบริเวณโคปุระ หรือกำแพงแก้วรอบปราสาท มีดอกบัวสีแดงชมพูผลิบานในสระนั้นอย่างสวยงามทำให้ปราสาทแห่งนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

ปราสาทหินพรมรุ้ง
ปราสาทหินพรมรุ้ง

นักโบราณคดีให้ข้อสันนิษฐานไว้อย่างน่าเชื่อถือว่า ปราสาทหินพนมรุ้ง น่าจะสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-17 อันเป็นศิลปะขอมสมัยบาปวนก่อนสมัยบายน แห่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อันรุ่งโรจน์ ในขณะที่ปราสาทเมืองต่ำมีแนวโน้มที่จะก่อสร้างขึ้นในสมัยหลังจากนั้น ดังนั้นแผนผังตลอดจนวิธีการก่อสร้างของปราสาทเมืองต่ำจึงมีความทันสมัยกว่า มีลวดลายลูกเล่นที่ซับซ้อนกว่า แต่ความยิ่งใหญ่ก็แน่ละที่ไม่อาจจะทัดเทียมปราสาทหินพรมรุ้ง ปราสาทหลังใหญ่บนยอดเข้านั้นได้

ภูมิภาคอีสานของเราโดยเฉพาะในลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี มีปราสาทหินอารยธรรมขอมมากมายหลายยุคหลายสมัย กระทั่งสมัยเจนละ ยุคเริ่มต้นแห่งอารยธรรมขอมก็ยังมี ปราสาทต่างๆ เหล่านี้ รวมทั้งจารึกต่างๆ ที่ขุดค้นพบทำให้นักโบราณคดีไทยได้มีโอกาสศึกษาเปรียบเที่ยบ และจนบัดนี้ก็ตีความต่างๆ มากหลายต่อมาได้อย่างแม่นยำแล้ว

ปราสาทหินพรมรุ้ง
ปราสาทหินพรมรุ้ง
ปราสาทหินพรมรุ้ง
ปราสาทหินพรมรุ้ง

นักโบราณคดีศึกษาตีความแล้ว นักประวัติศาสตร์ก็สืบค้นและเล่าเรื่องของปราสาทสองแห่งนี้ต่อไปอีกว่า ปราสาททั้งสองน่าจะเป็นสาสนสถานของเมืองโบราณขนาดใหญ่ ในชื่อเมืองมหิธรปุระ ที่เมื่อพิจารณาดูจากขนาดของศาสนสถานทั้งสองแห่งแล้ว ก็น่าจะประเมินสถานะของเมืองและเจ้าผู้ครองเมืองได้ว่า ต้องเป็นเมืองระดับที่มีศักดิ์ศรีสูงส่ง อาจเป็นเมืองหน้าด้านที่สำคัญของผู้ปกครองขอมโบราณที่มาจากดินแดนเขมรต่ำเมืองพระนคร หรือนครวัดนครธม หลังจากทะลุช่องเขาของพนมดงรักเข้ามาบนแผ่นดินเขมรสูง หรือแผ่นดันอีสานปัจจุบัน ผ่านทางกลุ่มปราสาทตาเมือน เมืองนี้ก็จะเป็นเมืองรองรับการลงมาจากช่องเขาอันทุรกันดารนั้นได้อย่างพอดิบพอดี

ดังนั้นหากจะพิจารณาไปถึงเจ้าผู้ครองเมือง ก็อาจจะสันนิษฐานต่อไปได้ว่า น่าจะมีศักดิ์ศรีสูงส่งไม่น้อย อาจจะมีระดับเป็นถึงพระประยูรญาติใกล้ชิดกับพระราชวงศ์แห่งเมืองพระนครนั้นได้เลยอีกเช่นกัน และจารึกต่างๆ ก็ได้ในพระนามแห่งนเรนทราทิตย์และหิรัณยะไว้ว่าคือเจ้าผู้ครองนครมหิธรปุระ ผู้มีสายสัมพันธ์เป็นครือญาติใกล้ชิดกับพระเจ้าสุริยวรมันประสาทนครธม หรือบายน มหาราชขอมพระองค์นี้ก็เป็นบุคคลในเชื้อสายราชวงศ์มหิธรปะระนี้ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นเมื่อบุรีรัมย์มีปราสาทหินพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำเป็นเพชรเม็ดงามอยู่ดังนี้แล้ว วันนี้บุคลากรหลายฝ่ายจึงได้รับการมอบหมายให้ต่อยอดด้วยการดำเนินการต่างๆ หลากหลาย นักประวัติศาสตร์ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏก็ทำงานวิจัยสืบค้นเรื่องราวในอดีต นักแสดง นักศิลปวัฒนธรรมสาขาต่างๆ ก็สร้างบทเพลง บทละคร สคริปต์หลากหลาย พาดพิงและสืบเค้าจากสิ่งต่างๆ ที่ยังหลงเหลือและสืบค้นได้จากปราสาททั้งสอง

ปราสาทหินพรมรุ้ง
ปราสาทหินพรมรุ้ง

และวันนี้ กิจกรรมหลายหลากดังว่านั้นได้รวบรวมประมวลกันเข้าเป็นงานประเพณียิ่งใหญ่ คืองานประเพณีขึ้นเขาพรมรุ้งที่จากการสืบค้นจารึกดบราณตลอดจนการศึกษาแผนภูมิสถาปัตยกรรมได้พบเคล็ดในการก่อสร้างอย่างเป็นพิเศษของปราสาทแห่งนี้ว่า ประตูทั้ง 13 ช่องประตูตรงกันได้ขนาดนี้คงจะต้องมีหมายวัดที่ชัดเจน ซึ่งนั่นน่าจะเป็นพระอาทิตย์ สุริยเทพที่เพิ่งโผล่พ้นของฟ้ามองเห็นได้จากบนยอดเขาเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นปุ๊บ นายช่างก็จะขึงเส้นเชือก แล้วหมายตำแหน่งของแต่ละประตูให้พอดีกับแบบแปลนการก่อสร้าง แล้วจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างที่ยาวนานต่อมานับร้อยปีทันที

ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งจำลองวันที่พระอาทิตย์สาดแสงตรงตำแหน่ง 13 ประตู คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 หรือเดือนเมษายน ในวันนี้ถือเป็นวันบุญยิ่งใหญ่ พระนางภูปตีนทรลักษมีเทวี ราชินีแห่งเมืองพระนครเสด็จจากเมืองมาเยี่ยมเยียนนเรนทราทิตย์ เจ้านครมหิธรปุระ บุตรชายพร้อมกับได้นำรูปประติมากรรมนักษัตรทั้ง 12 ราศี มาถวายเป็นเครื่องปฏิบัติบูชาแด่องค์ศิวเทพแห่งปราสาทหินพรมรุ้ง นี่คือเนื้อเรื่องของงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งที่ได้รับการยอมรับและปฏิบัติสืบต่อกันมานับสิบปี

และการมาเยียมชมเมืองบุรรัมย์ครวนี้ ก็ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดบุรีรัมย์ คุณวิมล ชอบสุข และอาจารย์ตั้ม คุณปิยะพล วงศ์ประสิทธิ์ ครูโรงเรียนวัดโกรกประดู่ ที่หันมาเอาดีทางด้านการจัดการแสดงนาฏศิลป์และศิลปพื้นบ้านรวมทั้งเวดดิงสตูดิโอใหญ่ประจำจังหวัด ชื่อกิ๊บเก๋ คือเพาะรัก เวดดิ่ง สตูดิโอ จัดขบวนนางอัปสรา นเรนทราทิตย์ นางจริยา และพระนางภูปตีนทรลักษมี ซึ่งมีชีวิตขึ้นมาจากภาพจำหลักหินบนปราสาท และเรื่องราวบทการแสดงแสงสีเสียงในงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง

ปราสาทหินพรมรุ้ง
ปราสาทหินพรมรุ้ง

นางอัปสรา นเรนทราทิตย์ นางจริยา พระนางภูปตินทรลักษมีเทวีและศิวนาฏราชที่มีชีวิตในที่นี้ ถอดแบบมาจากภาพจำหลักหินและบทการแสดงแสงเสียงในงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง น้องๆ ทุกคนนุ่งผ้าไหมซิ่นตีนแดงอย่างชาวบุรีรัมย์ ศิราภรณ์และเครื่องประดับหลากหลายถอดแบบจากภาพจำหลักโดยช่างฝีมือชาวบุรีรัมย์งดงามจับตา ศิรวภาณ์ขององค์ศิวนาฏราชจัดมาใหม่เอี่ยมถอดด้าม โดยอาจารย์ทะนงศักดิ์ ขันทกรม ท่วงท่าร่ายรำของศิวนาฏราชที่แลดูมีชีวิตนั้นงดงามราวกับองค์ศิวเทพจำหลักชะลอลอยเลื่อนลงมาจากหน้าบันแห่งองค์ปราสาทนั้นทีเดียว

ทั้งหมดทั้งมวลนี้จัดเต็มมาเพื่อเสริมจินตนาการการชมปราสาทหินพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทโบราณที่แม้จะเคยคึกคักมีชีวิตชีวา แต่เมื่อกาลเวลาผ่านมาแล้วนับพันปี วันนี้ที่นี่ก็เป็นเพียงปราสาทหินร้อนๆ ที่แม้ยิ่งใหญ่แต่ก็แห้งแล้วไร้ชีวิต

เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์
เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์

เพลาเพลิน งดงาม สนุกสนาน และรอบรู้

เพลาเพลิน หรือชื่อเต็มๆ ว่า เพลาเพลิน บูติค รีสอร์ท แอนด์ แอดเวนเจอร์แค้มป์ เป็นอุทยานการเรียนรู้และอุทยานไม้ดอกไม้ประดับที่ทั้งสวยงาม ทั้งน่าสนุกสนาน และเต็มเปี่ยมไปด้วยความรอบรู้ คืออีกกองทัพหนึ่งสำหรับการท่องเที่ยวบุรีรัมย์อย่างแท้จริง คุณพรทิพย์ อัษฎาธร ผู้หญิงสวยแกร่ง จากการงานอาชีพเดิมที่เป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษ และเป็นบุคลากรด้านการฝึกอบรม เธอพบว่าการเรียนรู้นอกห้องเรียนเป็นประโยชน์อันสูงค่ายิ่งแก่นักเรียนในวัยประถมและมัธยม แต่นักเรียนในภาคอีสานยังขาดแคลนปัจจัยในด้านนี้ เธอจึงดำริจัดสร้างเพลาเพลินขึ้นเป็นอุทยานการเรียนรู้ในรูปแบบอเนกประสงค์ เป็นทั้งอุทยานไม้ดอก แอดเวนเจอร์ไซต์ตลอดจนเป็นบูติกรีสอร์ต ในแหล่งเดียกัน เป็นเพลาเพลิน แหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ของเมืองบุรีรัมย์ในวันนี้

เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์
เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์

หากแยกส่วนของเพลาเพลินออกจากกัน เพลาเพลิน บูติค รีสอร์ท เป็นที่พักลักษณะกิ๊บเก๋ ที่มีแนวคดรวบยอด คือนำพาคุณไปท่องเที่ยวทั่วโลกกับเรา ในพื้นที่ส่วนของรีสอร์ตจึงมีมุมถ่ายภาพสวยๆ เป็นที่รู้จักของประเทศต่างๆ หลายหลากมากมาย มากขนาดเวดดิงสตูดิโอมากแห่งในภาคอีสานขอมาใช้พื้นที่เพื่อถ่ายภาพคู่แต่งงานหนุ่มสาวได้แบบครบวงจรมีมุมสวยงามแปลกใหม่ให้ถ่ายภาพได้เยอะแยะ “พาคู่รักมาที่นี่แล้ว ถ่ายภาพได้ทั้งวันในมุมแปลกๆ ที่ไม่ซ้ำกันเลย” ที่นี่ยังแบ่งเป็นพื้นที่กาลครั้งหนึ่งแกลเลอรี่ที่เก็บรวบรวมวิถีขีวิตไทยในสามส่วน คือ เครื่องดนตรีสากลโบราณ เครื่องใช้การเกษตร และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันในอดีตเอาไว้ให้ได้ชมกัน

เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์
เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์

เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์ คือพื้นที่กิจกรรมท่องเที่ยวผจญภัยสนุกสนานที่ไม่ธรรมดา ความเก๋และเท่ของที่นี่คือ ในฐานกิจกรรมผจญภัยแต่ละฐานยังผนวกแนวคิดของการเรียนรู้ไว้ด้วย เช่น หอโรยตัวก็จัดทำเป็นรูปหอเอนเมืองปิซา หน้าผาจำลองก็จัดทำเป็นกำแพงเมืองจีน และกิจกรรมจิ้งจอกเหินเวหาและจิ้งจอกข้ามน้ำ ก็ต้องเหินลงมาจากยอดหอไอเฟลจำลอง เป็นต้น

เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์ ยังมีกิจกรรมแก้ร้อนที่น่าสนใจอีกเพราะที่ดินมีลำธารน้ำสะอาดไหลผ่านตรงกลาง ทำให้เกิดกิจกรรมสนุกข้ามน้ำบนแผ่นโฟมและไต่สะพานเชือกที่ผู้เล่นมีโอกาสตกลงไปในน้ำสูงแต่ดูเหมือนผู้เล่นแทบทุกคนก็ตั้งใจมาตกน้ำกันอยู่แล้ว แต่ตกน้ำไปก็จะปลอดภัยด้วยเสื้อชูชีพที่สวมใส่ และไลฟ์การ์ดที่รอดูแลอยู่แล้วอย่างตาไม่กะพริบ และถ้าใครเหนื่อยแล้วอยากจะแค่เพลิดเพลินสบายๆ กับจักรยานน้ำและเรือพายคายัก ที่นี่ก็มีบริการไว้พร้อมสรรพ

เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์
เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์
เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์
เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์

อุทยานไม้ดอก คืออีกหัวใจหนึ่งของเพลาเพลิน อุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่ทางส่วนหลังของเพลาเพลิน การจะเดินทางไปที่อุทยานไม้ดอกมีทั้งรถกอล์ฟไฟฟ้า และมีจักรยานให้เช่าบริการ อุทยานไม้ดอกแบ่งส่วนออกเป็นเรือนต่างๆ แต่ละเรือน เช่น เรือนพรรณไม่ตามฤดูกาล จัดแสดงพรรณไม่ในแต่ละฤดู โดยเฉพาะในฤดูหนาว กระทั่งดอกทิวลิปสีสันสวยที่ใครๆ ทั่วโลกต่างมุ่งหมายไปชมก้ยังได้มาจัดแสดงที่เรือนแห่งนี้มาแล้ว

เรือนป่าดึกดำบรรพ์ จัดแสดงร่วมกับการเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์ ในขณะที่ได้ชมพรรณไม่จำพวกเฟิร์นโบราณรูปแบบต่างๆ ก็จะได้พบกับรูปเหมือนจริงของเจ้าทีเร็กซ์บ้าง เจ้าแรปเตอร์บ้าง เจ้ามัสโตดอน ทั้งตัวใหญ่ ตัวน้อยบ้าง น่าตื่นตาตื่นใจ ยังมีเจ้าตัวหนึ่งที่เหมือนจะหลงฝูงมา คือเจ้าก็อตซิลลา ก็มาอยู่ในเรือนแห่งนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน

เรือนพืชทะเลทราย พรรณไม้จำพวกตะบองเพชรแบบต่างๆ ทั้งต้นใหญ่ต้นเล็ก จัดแสดงคู่ไปกับเรื่องราวของอารยธรรมอียิปต์ มหาพีระมิดสฟิงซ์ วิหารอาบูซิมเบล รวมทั้งราชาราชินีอียิปต์ชื่อเสียงโด่งดัง อย่างคลีโอพัตรา เนเฟอร์ติติ ตุตันนคาเมน และมัมมีของพระองค์ก็มีมาให้ได้ชมกันอยู่ ณ ที่นี้อย่างสวยงาม

เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์
เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์
เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์
เพลาเพลิน แอดเวนเจอร์แค้มป์

เรือนกล้วยไม้ เป็นเรือนที่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจมาก มีกล้วยไม้นานาพรรณสวยงาม จัดแสดงเป็นสวนกล้วยไม้ใหญ่ จำลองภาพเป็นสระอโนดาตประกอบวรรณกรรมพื้นบ้านไทยและอีสานเรื่องพระสุธน นางมโนราห์ หรือที่ในภาคอีสานเรียกว่าสีทน มะโนรา แสดงภาพขณะนางกินรีทั้ง 7 นางจะลงเล่นน้ำ และมีพรานบุญรอคอยท่าจับนางมโนราห์อยู่ท่ามกลางป่ากล้วยไม้ริมน้ำตกที่สวยงามอย่างยิ่ง

ยังไม่หมดนะครับยังมีเรือนที่น่าสนใจอีกหลายๆ เรือน ยกมาเล่าให้ฟังไม่หวาดไม่ไหว แต่นอกจากเรือนดอกไม้ที่สวยงามแล้วเพลาเพลินยังมีทุ่งดอกคอสมอส หรือดอกดาวกระจาย แต่เป็นดาวกระจายพันธุ์ดอกใหญ่พิเศษที่นำมาจากต่างประเทศ ที่ตรงนี้นักท่องเที่ยวชอบพากันเดินลงไปถ่ายภาพหมู่ ภาพเดี่ยว ถ่ายออกมาแล้วไม่เหมือนอยู่ในประเทศไทย ยังกับไปเที่ยวเมืองนอกมายังไงยั้งงั้นเลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้เป็นความพยายาม ความตั้งใจถึงของทีมงานเล็กๆ ชาวบุรีรัมย์ที่มีเจตนาดี น่าสนับสนุน และจัดเป็นทัพใหญ่อีกหนึ่งของการท่องเที่ยวเมืองบุรีรัมย์วันนี้ ใครที่เป็นชาวภาคอีสานทุกคนต้องไปชม และถ้าเป็นคนไทย จะเป็นภาคไหน ๆ ก็ควรมาชมกันไว้ครับ

นิวไอ-โมบาย สเตเดียม
นิวไอ-โมบาย สเตเดียม

ชมสนามนิวไอ-โมบาย ตื่นใจกับกองเชียร์ปราสาทสายฟ้า

กองทัพที่สามของชาวท่องเที่ยวบุรีรัมย์วันนี้ออกจะแหวกแนวเพราะเป็นที่ที่ไม่ได้ตั้งใจทำให้เป็นที่ท่องเที่ยว แต่เป็นสนามแข่งขันฟุตบอลแต่บังเอิญด้วยความที่ทุ่มเต็มที่ ทำอย่างตั้งใจ และทำดีที่สุด ในวันนี้สนามฟุตบอลนิวไอ-โมบาย ของทีมฟุตบอลปราสาทสายฟ้า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของชาวเมืองบุรีรัมย์ไปแล้ว

นิวไอ-โมบาย สเตเดียม คือชื่อย่างยาว หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่าธันเดอร์ คาลเซิล สเตเดียม เป็นสนามกีฬาที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีความจุ 24,000 ที่นั่ง โครงสร้างประกอบด้วยเหล็กและไฟเบอร์ ใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 500 ล้านบาท โดยเป็นเงินสนับสนุนของ ไอ-โมบาย และบางส่วนของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ และยังจัดเป็นสนามฟุตบอลที่ได้มาตรฐานแห่งแรกและแห่งเดียงในประเทศไทยที่ไม่มีลู่วิ่งคั่นสนาม ผ่านมาตรฐานระดับเอคลาสสเตเดียมจากเอเอฟซี และยังผ่านมาตฐานระดับเวิลด์คลาสจากฟีฟ่า และยังได้บันทึกลงกินเนสส์บุ๊กว่าเป็นสนามฟุตบอลในระดับฟีฟ่าแห่งเดียวในโลกที่ใช้เวลาก่อสร้างน้อยที่สุดในโลกเพียง 256 วัน

นิวไอ-โมบาย สเตเดียม
นิวไอ-โมบาย สเตเดียม

สนามนิวไอ-โมบาย นี้มีทั้งหมด 4 ชั้น โดยชั้นที่ 1 เป็นสำนักงาน ห้องแถลงข่าว ห้องสื่อมวลชน ร้านขายสินค้าที่ระลึก ห้องนักกีฬาทีมเหย้า-เยือน ห้องพักผู้ตัดสิน ห้องปฐมพยาบาล และห้องประชุม ชั้นที่ 2 จะเป็นห้องจัดเลี้ยงใหญ่จำนวน 400 ที่นั่ง ชั้นที่ 3 เป็นห้องวีไอพี 6 ห้อง และห้องจัดเลี้ยง 1 ห้อง และชั้น 4 มีห้องวีไอพีจำนวน 15 ห้อง สนามแห่งนี้ยังมีการติดตั้งไฟส่องสว่างของฟิลิปส์อย่างมาตรฐาน มีความสว่างของไฟอยู่ที่ 1,500 ลักซ์ โดยในส่วนอัฒจันทร์ฝั่งกองเชียร์นั้นมีเก้าอี้ที่นั่งเชียร์เป็นสีน้ำเงินเกือบหมด แต่จะใช้เก้าสี้สีขาวตรงที่มีคำว่าธันเดอร์ คาสเชิล และบุรีรัมย์ นับเป็นสนามฟุตบอลที่มีการจัดการดีที่สุดในเมืองไทย

ทุกวันนิวไอ-โมบาย สเตเดียม มีการจัดนำชมสนาม ยกเว้นวันที่มีแข่งนัดเหย้า เข้าชมฟรี มีไกด์น่ารักๆ คอยให้สอบถามให้ข้อมูล และคอยช่วยถ่ายรูปให้อีกด้วย

นิวไอ-โมบาย สเตเดียม
นิวไอ-โมบาย สเตเดียม

แต่ถ้าจะให้ได้บรรยากาศสำหรับการชมสนามแห่งนี้ วันอาทิตย์จะเป็นวันที่มักมีการแข่งขันอยู่เสมอ แล้วคุณๆ จะได้เห็นบรรยากาศของกองเชียร์ของทีมปราสาทสายฟ้า กองเชียร์เซราะกราวที่ทั้งมากมายเต็มสนามและแน่นกระหึ่มด้วยเสียงร้องเพลงเชียร์สุดมัน ทีมไหนมีโอกาสได้เข้ามาเป็นทีมเยือน รับรองว่าเกือบถอดใจตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม และสิ่งที่แทบไม่น่าเชื่อเลยอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกวันนี้ไม่ว่าที่ไหนในบุรีรัมย์ สิ่งที่คุณๆ จะต้องได้พบอย่างแน่นอนไม่ว่าจะไปที่ไหนก็คือ คนที่ใส่เสื้อเชียร์ทีมบุรีรัมย์ จะมีอยู่ทุกที่ ไม่เชื่อลองมาเที่ยวบุรีรัมย์ พิสูจน์กันเอาเอง

ตลาดพรมแดนช่องสายตะกู
ตลาดพรมแดนช่องสายตะกู

ด่านช่องสายตะกู และชมนกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่อ่างเก็บน้ำสนามบิน

สิ่งใหม่อีกสิ่งหนึ่งที่ชาวบุรีมย์ตื่นเต้นกันวันนี้ก็คือ การเปิดด่านพรมแดนแห่งใหม่ ซึ่งบุรีรัมย์ไม่เคยมีด่านชายแดนระหว่างประเทศมาก่อนด่านช่องสายตะกู อำเภอบ้านกรวดแห่งนี้ จะเป็นช่องเปิดให้บุรีรัมย์ก้าวไปสู่ AEC กับใครๆ เขาด้วยคน ไม่ตกขบวน ด่านพรมแดนนี้เป็นช่องเปิดไปสู่จังหวัดสำโรงและศรีโสภณ ราชอาณาจักรกัมพูชา จากชายแดนที่ตรงนี้เดินทางทางถนนต่อไปอีกประมาณเกือบ 200 กิโลเมตร จึงจะเป็นเมืองสิ่งมหัศจรรย์ของโลก นครวัดนครธม

การเดินทางไปอำเภอบ้านกรวดจะต้องผ่านอำเภอประโคนชัย ที่อำเภอประโคนชัยวันนี้ก็มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ การกลับคืนมาของนกกระเรียนพันธุ์ไทย ซึ่งในอดีตนกกระเรียนพันธุ์นี้คาดว่าได้สูญพันธุ์จากประเทศไทยไปแล้ว แต่ต่อมากรมป่าไม้ได้พบตัวอีกครั้งและได้อนุบาลไว้จนเติบโต และเลือกพื้นที่อ่างเก็บน้ำสนามบิน อำเภอประโคนชั้ยนี้ เป็นพื้นที่ปล่อยคืนสู่สภาพธรรมชาติ นกกระเรียนที่ถูกปล่อยไปนี้ได้สูญหายไปเป็นเวลานานนับได้หลายเดือน จนคาดว่าจะบินออกไปจากประเทศไทยแล้ว แต่แล้ววันดีคืนดี เมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็มีผู้พบเห็นนกกระเรียนเหล่านี้กลับมาลงทุ่งอ่างเก็บน้ำสนามบินแห่งนี้อีกครั้ง และมาแบบครบจำนวน 11 ตัวที่ปล่อยไปพอดีเสียด้วย จึงเป็นข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่งของชาวบุรีรัมย์ทั้งมวลเลยทีเดียว ดังนั้นในวันนี้ ทุกวันในแต่ละวันจึงมีนักท่องเที่ยวไปชมนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่กลังคืนมาเหล่านี้เป็นจำนวนมาก

นกกระเรียนพันธุ์ไทย
นกกระเรียนพันธุ์ไทย

ชมนกกระเรียนแล้ว ไปต่อที่ตลาดพรมแดนช่องสายตะกู ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 60 กว่ากิโลเมตร ในเขตอำเภอบ้านกรวด ด่านพรมแดนแห่งนี้ ณ วันนี้ยังไม่เปิดเป็นด่านสากล แต่มีสถานะเป็น เพียงเขตผ่อนปรนการค้าชายแดนเท่านั้น แต่แค่เป็นเขตผ่อนปรณ ณ วันนี้ การค้าขายที่พรมแดนตรงนี้ก็คึกคักเป็นอย่างยิ่งแล้ว และดูรูปการทางฝั่งกัมพูชาก็จะเหมือนนกับทุกๆ ด่านที่เปิดขึ้นคือทางด้านโน้นก็เตรียมตัวจัดสร้างเป็นบ่อนกาสิโนไว้รอรับนักพนันไทยกันเข้าให้แล้ว

เวลา 8.00 น. เป็นเวลาด่านเปิดทุกวัน พอด่านเปิดปุ๊บ ผู้คนก็ล้นหลาม ทั้งคนไทยที่จะข้ามไปซื้อสินค้าบ้านๆ จำพวกถ่านไม้ เนื้อสัตว์อัญมณี สมุนไพร เหล้า บุหรี่ เบียร์ และนานาสินค้าจากจีน ส่วนทางฝั่งกัมพูชาก็จะข้ามมาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และผักผลไม้ไทยที่หาได้ยากทางฝั่งโน้น สรุปว่าการค้าขายตรงชายแดนขณะที่ยังไม่มีบ่อนนี้ การซื้อขายแลกเปลี่ยนจะดูพอๆ กัน กำไรขาดทุนไม่ต่างกันมากมายระหว่างทางฝั่งไทยและฝั่งกัมพูชา แต่หากด่านเปิดถาวรเมื่อไรและบ่อนเปิดรับนักท่องเที่ยว ก็เชื่อว่าประเทศไทยจะต้องเสียดุลการค้าเพราะนักพนันทั้งหลายของไทยอย่างแน่นอน

 

ขอบคุณ อสท.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *