ถ้ำ ปรากฏการณ์มหัศจรรย์จากธรรมชาติ

ถ้ำ ปรากฏการณ์มหัศจรรย์จากธรรมชาติ
ถ้ำ ปรากฏการณ์มหัศจรรย์จากธรรมชาติ

ถ้ำ ถือเป็นกิจกรรมผจญภัยอีกรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากความงดงามจากสิ่งที่อยู่ภายในถ้ำแล้ว การเที่ยวชมถ้ำยังทำให้ผู้คนได้สัมผัส และเรียนรู้เกี่ยวกับธรณีวิทยา ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และประวัติศาสตร์จากหลักฐานที่ถูกค้นพบภายในถ้ำ การเที่ยวชมถ้ำแต่ละแห่งจึงมีความแตกต่าง และมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นต่างกันออกไปตามลักษณะทางธรณีวิทยา เพราะฉะนั้นก่อนจะก้าวเดินเข้าสู่ความมืดมิดภายในถ้ำคุณจึงควรรู้จัก และเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่า ถ้ำ กันก่อนจะดีที่สุด

อันดับแรกควรรู้จักกันก่อนเลยว่าถ้ำคือ โพรงหรือช่องว่างที่บึกเข้าไปภายในภูเขาหรือพื้นดิน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยเกิดจากการผุพังหรือการกัดเซาะของลม น้ำ ทะเล และกาลเวลา ซึ่งจะพบมากในพื้นที่ภูเขาสูง พื้นที่ชายฝั่ง และเกาะในทะเล สำหรับการก่อกำเนิดถ้ำส่วนใหญ่จะเกิดจากน้ำ หรือน้ำฝน ไหลผ่านผิวดินลงไปตามรอยแตกเล็กๆ ของหิน เนื่องจากน้ำได้ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศไว้จนมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งสามารถกัดกร่อนหินได้ เมื่อวันเวลาผ่านไปนานขึ้นเรื่อยๆ ทางน้ำไหลจึงเปลี่ยนสภาพเป็นโพรงขนาดเล็ก และขยายต่อไปจนเป็นถ้ำขนาดใหญ่ หรือบางแห่งที่ตั้งอยู่ระหว่างทางเดินของน้ำ ถ้ำประเภทนี้จึงได้กลายมาเป็นถ้ำน้ำลอดที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

ถ้ำทุกแห่งจึงใช้เวลาเนิ่นนานหลายร้อยหลายพันปีกว่าจะมาเป็นถ้ำขนาดใหญ่เช่นนี้ ดังนั้นจากการสำรวจในปัจจุบันสามารถแบ่งได้ 2  ประเภทหลักๆ คือ ประเภทลักษณะทิศทาง และประเทศของถ้ำนั้นๆ เช่น ถ้ำแนวนอน ถ้ำชั้น ถ้ำแนวตั้ง ถ้ำแนวลาด ฯลฯ สำหรับถ้ำตามประเภทโครงสร้างเป็นถ้ำที่มีโครงสร้างจากธรรมชาติอันแตกต่างจากถ้ำหินทั่วไป เช่น ถ้ำหินปูน เภิดจากการกัดเซาะของน้ำใต้ดินในภูเขาหินคาร์บอเนต และหินซัลเฟต จนละลายกลายเป็นโพลงถ้ำ ซึ่งประเภทของถ้ำที่พลมากที่สุดในโลก ถ้ำน้ำแข็ง เกิดจากการละลายในธารน้ำแข็ง ซึ่งมีสภพไม่คงทนจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของบริเวณนั้นๆ จึงพบได้มากในแถบขั้วโลก ถ้ำชายฝั่ง เป็นโพรงถ้ำที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเล และถ้ำลาวา เป็นถ้ำที่เกิดจากการไหลของลาวาที่ออกมาจากการปะทุภูเขาไฟ

และการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาของถ้ำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงสร้างภายนอกเท่านั้น ภายในถ้ำเองก็มีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาเช่นกัน หรือที่เราเรียกกันว่า ถ้ำเป็น-ถ้ำตาย สำหรับถ้ำเป็น หมายถึงถ้ำที่ยังคงมีการเจริญเติบโตทางธรณีวิทยา เช่น หินงอกหินย้อยยังคงงอกยาวอยู่เรื่ยๆ ส่วนถ้ำตายก็คือถ้ำที่ไม่มีการเจริญเติบโตในด้านธรณีวิทยา หรือหินงอกหินย้อยต่างๆ จะหยุดการเจริญเติบโตแล้วนั่นเอง

สำหรับหินงอก-หินย้อยที่นับเป็นสิ่งสวยงามอันดับต้นๆ ที่เรานิยมเข้าไปเที่ยวชมดูกัน ซึ่งเกิดจากน้ำใต้ดินที่มีกรดคาร์บอนิกได้ละลายหินที่เป็นแคลไซต์ หรือแคลเซียมคาร์บอเนตมารวมกันจนเป็นหินละลายที่เรียกว่า แคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต จากนั้นได้ไหลไปตามเพดานและพื้นถ้ำ เมื่อน้ำระเหยจึงเหลือเพียงตะกอนหินปูนจับตัวกันเป็นแท่ง หรือเชื่อมต่อกันจนเป็นเสาหินขนาดใหญ่ที่มีอัตราการเจริญเติบโตช้าเฉลี่ย 0.1-10 ซม./ 1,000 ปีเท่านั้น การเข้าไปเที่ยวชมถ้ำจึงไม่ควรสัมผัสหินงอกหินย้อยเหล่านั้น เพราะมือของมนุษย์มีไขมัน และอุณหภูมิสูงจะทำให้หินงอกหินย้อยตายหรือหยุดการเจริญเติบโตในทันที

อย่างไรก็ดีแม้ภายในถ้ำจะมืดสนิทไร้แสงสว่าง แต่ถ้ำก็นับเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในอดิต และสัตว์ต่างๆ มาช้านาน ในปัจจุบันถ้ำบางแห่งจึงยังคงมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ด้วย เช่น ค้างคาว นกนางแอ่น งู แมงป่อง แมงมุม ปลา ผีเสื้อ และหมี การเที่ยวชมถ้ำที่ยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการเที่ยวชมเป็นอย่างมาก เพราะอาจจะเกิดอันตรายได้ทั้งสัตว์ และตัวคุณเอง

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *