ท่าเลน เกาะห้อง แหลมจมูกควาย บนทางคลื่นและแรงลม

ท่าเลน เกาะห้อง แหลมจมูกควาย บนทางคลื่นและแรงลม
ท่าเลน เกาะห้อง แหลมจมูกควาย บนทางคลื่นและแรงลม

น้ำทะเลกำลังขึ้น เปลือกหอยเล็กๆ ที่ถูกคลื่นชัดเป็นแนวเมื่อน้ำขึ้นคราวก่อนกำลังจะจมหายไปอย่างช้าๆ แสงแดดของยามบ่ายทอดตัวไปหลังทิวเขาเงาร่มครึ้มตกลงมาห่มหาดทราย ลมทะเลพัดแผ่วโชยฉิว เรือหางยาวที่จอดอยู่เต็มชายหาดเริ่มทยอยออกไปทีละลำ นักท่องเที่ยวค่อยๆ ทยอยออกไปจนชายหาดสงบ เสียงนกร้องเบาๆ ดังสลับกับเสียงคลื่นที่พลิ้วกระทบฝั่ง ไม่นานนักท้องฟ้าก็เริ่มคลี่ม่านของยามค่ำลงห่มคลุมท้องทะเล และพระจันทร์ก็ส่องแสงกระจ่างขึ้นที่ริมขอบฟ้า ความงดงามของทะเลในช่วงพระจันทร์เต็มดวงดูอ่อนหวานยิ่งนัก..

ทางของเกลียวคลื่น

แสงของเช้าตรู่วันนั้นช่างน่าจดจำยิ่งนัก เรายืนมองแสงของวันเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ พร้อมกับเกลียวคลื่นที่ค่อยๆ ม้วนตัวเข้าหาฝั่งมองไปไกลๆ คล้ายทะเลโยกไกวอยู่ตลอด ดอกไม้แห่งท้องทะเลสีขาวเหนือยอดคลื่นปรับสีไปตามเวลาของพระอาทิตย์ที่สาดแสงแรงขึ้น จวบจนฟ้าสีชมพูปรับเป็นเหลืองอมส้ม จนกลายเป็นฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ตัดกับผืนน้ำสีเขียวมรกต

เรานั่งมองเกลียวคลื่นม้วนเข้าหาฝั่งลูกแล้วลูกเล่าพร้อมๆ กับเสียงนกเล็กๆ บินเข้ามากินลูกไม้ที่สุกอยู่ริมชายหาด ฟังสอดประสานกันอย่างลงตัว เสมือนกับผืนป่าอุดมสมบูรณ์ที่มาบรรจบกับท้องทะเล มันให้ความรู้สึกลงตัวอย่างยิ่ง ในความรู้สึกงดงามเช่นนี้ จะมีอะไรจะดีไปกว่าให้หัวใจได้ซึมซับไว้อย่างอิ่มเอม

ชายหาดขาวสะอาดมีเปลือกหอยเล็กๆ ที่โดนน้ำซัดขึ้นมาด้านบนมีหลากหลายแบบ หลายชนิด เราอาจไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ ของหอยเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ ทว่าแค่เปลือกที่พวกเขาทิ้งไว้ให้ดูยามที่ได้ทิ้งชีวิตไปแล้วก็ยังมีความงดงามอย่างมาก หลายคนอยากจะเก็บไปร้อยเป็นโมบายล์ไว้บนหน้าต่างให้ลมพัดได้ยินเสียงเบาๆ หลายคนอยากจะเก็บตัวเล็กๆ สักตัวไปวางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ และมีบ้างที่จะเอาทราย ปะการัง เปลือกหอย ใส่ขวดใสๆ เอาไว้บนโต๊ะทำงาน เพื่อว่าพลังแห่งท้องทะเลจะช่วยให้ผ่านชีวิตเมืองไปได้ ทว่าส่วนใหญ่จะเก็บสิ่งดังกล่าวด้วยภาพถ่าย ความทรงจำที่ทรงคุณค่ายิ่งกว่าจะเก็บความงามเหล่านี้จากหาดทราย

ผมยังคงนั่งนิ่งมองไปบนชายหาด น้ำทะเลและริ้วคลื่นซัดเอาสิ่งต่างๆ ขึ้นมา และนำพาสิ่งต่างๆ ไปจากชายหาดด้วยเหมือนกัน รอยเท้าของนักเดินทางเมื่อวานหายไปจากชายหาด เหลือเพียงทรายละเอียดที่คลุกเคล้าไว้กับส่วนผสมจากทะเลอื่นๆ ให้ดู เพราะได้หายไปพร้อมกับช่วงเวลาที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุด จนถึงช่วงเวลากลางวันแดดจัด น้ำใส รอยเท้าของเหล่านักเดินทางจะประทับลงบนผืนทรายอีกครั้ง…

ไกลออกไปนอกอ่าว เรือหลายลำมุ่งหน้าเข้ามายังชายหาด ระลอกคลื่นลูกใหญ่ๆ ถั่งโถมมาพร้อมแสงแดดและนักท่องเที่ยว ผมหยิบหน้ากากดำน้ำและฟิน เพื่อลงไปมองหาสิ่งมีชิวิตเล็กๆ ที่เราจะเห็นได้จากการดำน้ำตื้น ซึ่งแน่นอนว่า ความ ความแลกตาของโลกใต้ทะเลทำให้เราตื่นเต้นได้เสมอ ทว่าหลายคนกล่าวว่า “การเดินทาง บางครั้งไม่ได้จำเป็นว่าต้องเห็นอะไร หรือพบกับอะไร หรืองามเพียงใด แต่ทริปนั้นเราไปกับใครมากกว่า”

ท่าเลน เกาะห้อง แหลมจมูกควาย บนทางคลื่นและแรงลม
ท่าเลน เกาะห้อง แหลมจมูกควาย บนทางคลื่นและแรงลม

เกาะห้องในโอบกอดของเกลียวคลื่น

พวกเราขึ้นจากการดำน้ำตื้นเพื่อไปจัดการกับมื้อเช้าง่ายๆ ซึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับนักท่องเที่ยวที่ทยอยเข้ามาถึงเกาะห้อง นักท่องเที่ยวชาวรัสเซียดูจะเป็นกลุ่มคนที่เยอะสุดในช่วงนี้ ที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งเมื่อขึ้นมาถึง ไกด์จะบรรยายถึงกฏกติกาต่างๆ ในการเข้ามาใช้พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้ธรรมชาติถูกรบกวนน้อยที่สุด และเน้นย้ำให้เข้าใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

แดดเช้ายังยังไม่ร้อนมากนักในช่วงเวลาที่เราลากเรือคายักสีสดใสลงไปยังชายหาด อุปกรณ์ถ่ายภาพได้รับการตรวจเช็กและใส่ไว้ในถุงกันน้ำเพื่อป้องกันความเสียหาย จากนั้นก็เริ่มต้นสัมผัสเรื่องราวของเกลียวคลื่นที่ยังคงซัดต่อเนื่อง แดดแผ่ออกไปเต็มหน้าอ่าว

จากหน้าหาดเราพายคายักออกไปทางด้านซ้ายมือของเกาะห้องเพื่อลัดเลาะกำแพงหินเข้าไปยังลากูน หรือพื้นที่ภายในของเกาะซึ่งโอบล้อมเอาไว้เป็นห้องสวยงาม สองมือของเรายังคงจ้วงฝีพายไปเป็นจังหวะพร้อมเพรียงกันของคน 2 คนที่นั่งบนเรือลำเดียวกัน เพราะหากว่าพายไม่พร้อมกัน เรือลำเล็กก็คงไม่พุ่งไปข้างหน้า แต่หัวเรือจะแกว่งซ้าย ขวาและหากว่านั่งไม่มั่นคง หรือทรงตัวไม่ดี เรือก็อาจพลิกคว่ำได้อย่างง่ายดาย ยิ่งในช่วงที่คลื่นสูงเมื่อออกไปพ้นแนวหลบลม

ท่าเลน เกาะห้อง แหลมจมูกควาย บนทางคลื่นและแรงลม
ท่าเลน เกาะห้อง แหลมจมูกควาย บนทางคลื่นและแรงลม

บนผืนผาหินสูงชันมีพรรณไม้ต่างๆ มากมายขึ้นอยู่ เช่น จันทน์ผา กอใหญ่ๆ สลัดได และกล้วยไม้ในสกุลกะเรกะร่อนกอใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความงดงามของสังคมป่าที่อยู่ในท้องทะเล ทำให้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องของการปรับตัวเพื่อดำรงชีพ เนื่องจากมีความเค็มของน้ำทะเลปริมาณมากเป็นตัวแปร แน่นอนว่าพืชเหล่านี้ได้มีวิวัฒนาการร่วมกันกับแหล่งอาศัยมานานหลายล้านปี จนอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน

สำหรับส่วนของลากูนของเกาะห้อง หากมาตรงกับช่วงน้ำลง จะมีโอกาสเห็นหาดทรายสีขาวที่จะโผล่ขึ้นมาเมื่อน้ำลดลง เป็นความสวยงามแปลกตาที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้ความสนใจอยากมีประสบการณ์ในช่วงเวลาพิเศษแบบนั้น สำหรับกิจกรรมพายเรือคายัก นับได้ว่าได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะใกล้ชิดธรรมชาติ สามารถทำเองได้อย่างเต็มที่ และไม่มีมลพิษท้งไว้เบื้องหลัง บรษัททัวร์ส่วนใหญ่จะนำเรือคายักใส่เรือใหญ่และเอาลงให้นักท่องเที่ยวได้ใช้เมื่อใกล้ถึงบริเวณเกาะห้อง

เราใช้เวลาอีกพักใหญ่ในการพายเรือรอบเกาะห้อง ซึ่งใช้พลังกายและแรงใจไม่น้อยเลย แต่เราก็ไม่ได้รีบร้อนไปไหน ค่อยๆ พายไป ชมพรรณไม้ ถ่ายภาพ ดูตามริมหน้าผา ไปอย่างสบายๆ จนวนออกมายังหน้าหาดอีกครั้ง ความสุขในชีวิตบางครั้งเราก็ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจแลกมา แต่มันก็คุ้มค่ามาก

เราเก็บอุปกรณ์ต่างๆ เรียบร้อยก็เมื่อบ่ายแก่ๆ และทางซีคายัคกระบี่ซึ่งช่วยดูแลและสนับสนุนเราในเรื่องของการทำงานจะมารับกลับไปยังฝั่ง เพื่อเตรียมตัวลุยจุดพายเรือยอดฮิตของกระบี่อีกแห่ง…

เลียบเลาะท่าเลน

เช้าของวันใหม่บริเวณอ่าวท่าเลน จุดเริ่มต้นพายคายักยอดนิยมของจังหวัดกระบี่ ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ยอมพลาดกิจกรรมนี้ และมีผู้ให้บริการอยู่หลายบริษัทในราคาใกล้เคียงกัน จะต่างกันก็เพียงเรื่องของการบริการ หรือลูกเล่นต่างๆ ที่นำมาเสนอเป็นอ็อปชั่นเสริมเท่านั้นเอง คราวนี้ผมได้เดินทางไปกับซีคายักกระบี่ ทำดำเนินการด้านนี้มากว่าสิบปี จึงมีความน่าเชื่อถือและมีลูกค้าเนืองแน่นทุกวัน

ท่าเลน เกาะห้อง แหลมจมูกควาย บนทางคลื่นและแรงลม
ท่าเลน เกาะห้อง แหลมจมูกควาย บนทางคลื่นและแรงลม

เมื่อได้เวลาไกด์ก็พาเราพายออกไปจากท่าเรือ ตัดผ่านเนินทรายกลางปากอ่าวท่าเลน แล้วเลาะเข้าหาทวเขาหินปูนที่ตระหง่านง้ำอยู่เบื้องหน้า แสงแดดของยามเข้ายังคงสบายๆ ส่วนที่ยังไม่เป็นเงาก็ทอดทาบลงแผ่นน้ำทะเลสีเข้ม เราพายเรือกันไปอย่างไม่เร่งรีบนัก และหยุดให้ช่างภาพนำหนังไปยังบริเวณที่เล็งไว้ในการถ่ายภาพเป็นครั้งคราว การถ่ายภาพพายเรือคายักจากในลำเรือทำได้ค่อนข้างยก เพราะเรือโคลงเคลง รวมทั้งการหยุดเรือให้นิ่งจริงๆ ทำได้ยากมาก เพราะเรือโคลงเคลง รวมทั้งการหยุดเรือให้นิ่งจริงๆ ทำได้ยกมาก การเพิ่ม ISO และเปิดหน้ากล้องกว้างๆ ช่วยให้ความไวชัตเตอร์สูงขึ้น ซึ่งทำให้ภาพคมชัด ลดการสั่นไหวจากความไวชัตเตอร์ต่ำ

เราเลี้ยวซ้ายเลียลเลาะแอ่งหินปูนขนาดใหญ่อย่างสบายๆ ลมพัดอ่อนๆ ประสานกับคลื่นลูกเล็กๆ ทำให้พายไปได้อย่างไม่เหนื่อยมากนัก และเราก็มาจอดพักในบริเวณชายหาดเล็กๆ ที่ซุกตัวอยู่ด้านหลังภูเขาหินปูน จุดนี้จะมีนักท่องเที่ยวมาแวะเพื่อพักเหนื่อยและเก็บภาพกันเสมอซึ่งมองออกไปด้านนอกคล้ายกับเป็นกำแพงหินขนาดใหญ่บีบเราไว้ รู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

พอคลายเมื่อยแขนและรู้สึกผ่อนคลายเราก็ขึ้นนั่งบนเรือคายักอีกครั้ง เพื่อพายผ่านแท่งหินสวยๆ ที่มีช่องว่างระหว่างกันให้เราเห็นเป็นประติมากรรมทางธรรมชาติ และในบริเวณใกล้ๆ กันนี้ ก็มีเขตน้ำตื้นในป่าชายเลนซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นโกงกาง จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ประตูทางเข้าลากูนของอ่าวท่าเลน ที่มีสิ่งต่างๆ มากมายซ่อนตัวอยู่ภายในนั้น มีข้อสังเกตว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมเข้ามาเยือนสถานที่นี้มาก แต่คนไทยจะไม่ค่อยสนใจมากนัก ในอนาคตหวังว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศแบบนี้จะได้ความนิยมเพิ่มขึ้น

ลากูนในโอบกอดของขุนเขาและป่าชายเลน

ในที่สุดเราก็พายเรือตัดมายังปากทางเข้าลากูนของท่าเลนบริเวณนี้มีความน่าสนใจมากมาย ทั้งลักษณะทางธรณีวิทยาที่มีความแปลกตาอย่างยิ่ง รวมถึงพรรณไม้แต่ละชนิดก็มีลักษณะ Extreme คือเจริญงอกงามในสภาพธรรมชาติสุดขั้ว แน่นอนว่าเราได้มีโอกาสเห็นรองเท้านารีเหลืองปราจีนกำลังผลิดอกสะพรั่งบนหน้าผาหินปูน อยู่ไกลเกินกว่าจะบันทึกภาพมาให้ชมได้ แต่แค่ได้เห็น ทุกคนที่ไปด้วยกันก็ดีใจมากแล้ว เพราะธรรมชาติของกล้วยไม้ในกลุ่มนี้นับได้ว่าเป็นกล้วยไม้หายากทั้งสิ้น

เรามไปจอดเรือกันในบริเวณที่ตื้นเมื่อเริ่มต้นเข้าสู่ด้านในลากูนบริเวณนี้เราพักชมธรรมชาติรอบด้านอย่างตื่นตา เพราะมีตั้งแต่ป่าชายเลน ขึ้นไปด้านบนจะพบภูเขาหินปูน ทั้งพวกพืชล้มลุก พืชยืนต้นและพรรณไม้รูปทรงแปลกๆ โดยเฉพาะพวกปรงที่จะหยั่งโคนขนาดใหญ่ไว้ในซอกหินปูน แล้วปล่อยให้ลำต้นห้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก ก่อนที่ปลายจะย้อยกลับขึ้นด้านบนอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ใช่ของหายาก หรือมหัศจรรย์อะไรมากมาย แต่หากเตามองให้ลึกลงไปในเนื้อแท้แห่งธรรมชาติ เราจะเห็นว่าธรรมชาติจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ เพราะไม่เช่นนั้นการดำรงเผ่าพันธุ์คงต้องสิ้นสุดไปเมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปในทุกด้าน

ท่าเลน เกาะห้อง แหลมจมูกควาย บนทางคลื่นและแรงลม
ท่าเลน เกาะห้อง แหลมจมูกควาย บนทางคลื่นและแรงลม

จากบริเวณนี้เราพายคายักเข้าไปยังด้านในของลากูนที่จะมีคลองเล็กๆ เชื่อมต่อกับภายนอก โดยพายเป็นวงกลมรอบใหญ่ ซึ่งตลอดทางจะมีเตื่องราวของธรรมชาติให้เราได้เรียนรู้กันตลอด ทั้งระบบของโกงกาง ที่ดูคล้ายยืนเขย่ง เพื่อไม่ให้คลื่นซัดจนต้นล้มในยามน้ำขึ้น-น้ำลง หรือตุ่มใต้ใบที่คอยคายเกลือที่มีปริมาณเกินพอดีที่ลำต้นรับเข้ามาเมื่อดูดน้ำเข้ามาใช้ นอกจากนี้ยังมีนกในป่าชายเลนที่ยืนนิ่งคอยจับปลากินอีกหลายสิบชนิด ซึ่งแต่ละตัวก็มีสีสันสวยงามยิ่งนัก เมื่อได้เห็นพฤติกรรมการโฉบลงจับปลาในน้ำด้วยความแม่นยำยิ่งทำให้เรารู้สึกว่านกนักล่าเหล่านี้ช่างเก่งกาจเหลือเกิน

ผมจอดเรือเพื่อบันทึกภาพเรือคายักสีสวยท่ามกลางต้นโกงกางที่สอดประสานกันเป็นเครือข่ายดูแข็งแรง แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนซึ่งได้รับการโอบอุ้มไว้ด้วยภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ และแน่นอนว่านี่เป็นความน่าตื่นตาตื่นใจของนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศในเขตอบอุ่นเลยทีเดียว

“ประสบการณ์พายเรือคายักในทะเล มีลากูน มีพรรณไม้ชายเลน และภูเขาหินปูนแบบนี้นับได้ว่าเป็นเรื่องอะเมซิงมากนอกจากที่กระบี่แล้ว ยังมีแผนไปพังงาและภูเก็ตด้วย เพราะอ่านข้อมูลมาว่ามีชายหาดที่ขาวสะอาดและน้ำทะเลใสมาก ที่สำคัญอากาศเมืองไทยช่างสุดยอดสำหรับพวกเรา เพราะตอนนี้ที่บ้านหิมะตกและหนาวมาก”

ผมมีโอกาสได้คุยกับนักเดินทางหนุ่มสาวจากยุโรปคู่หนึ่งถึงการได้เข้ามาพายเรือในอ่าวท่าเลนและเกาะห้อง ซึ่งขอนำมาสรุปให้ฟังกันสักเล็กน้อย เพราะเมื่อได้ยินแล้วมันทำให้หัวใจพองโต ที่บ้านเรากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในดวงใจของใครหลายคน

แสงสุดท้ายที่อ่าวจมูกควาย

ใช้เวลาจนใกล้เที่ยงเราก็กลับมาถึงจุดเริ่มต้นอีกครั้ง เมื่อกลับมาถึงจุดเริ่มต้นพักผ่อน ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย ก็จัดการกับอาหารไทยแบบที่ปรุงสำหรับชาวต่างชาติกันได้ ก็ทำให้ได้รู้จักรสชาติอาหารไปอีกแบบ ตบท้ายด้วยผลไม้ตามฤดูกาล เย้นชุ่มคอชื่นใจ ก่อนจะกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมเพราะช่วงบ่ายแก่ๆ เรามีนัดพายเรือไปดินเนอร์ท่ามกลางธรรมชาติที่แหลมจมูกควาย เรียกได้ว่าเป็นโปรแกรมเก๋ๆ ที่ซีคายักกระบี่ได้ดีไซน์ขึ้นมาแบบจัดให้แนบชิดธรรมชาติ ก็ต้องไปลองให้รู้ว่าเป็นอย่างไร..

ท่าเลน เกาะห้อง แหลมจมูกควาย บนทางคลื่นและแรงลม
ท่าเลน เกาะห้อง แหลมจมูกควาย บนทางคลื่นและแรงลม

บ่ายแก่ๆ เราก็พาเรือคายักลำสวยโต้ไปบนยอดคลื่นอีกครั้งโดยเลาะเลียบไปตามชายฝั่งใช้เวลาราว 40 นาที ก็ถึงจุดที่เรียกว่าอ่าวจมูกควาย ซึ่งมีทีมงานได้มาโต๊ะบาร์บีคิว ซีฟู้ด ไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากได้น้ำอัดลมเย็นชื่นใจ กับน้ำดื่ม ก็นั่งพักชิวชิวเพื่อรอชมพระอาทิตย์ตกดิน ภาพของความงดงามที่อยู่ตรงหน้ากำลังเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จากแสงสีของกลางวันเริ่มเข้าสู่ข่วงพระอาทิตย์ราแสง เป็นเวลาเดียวกับที่กลิ่นหอมของบาร์บีคิวลอยมาตามสายลม

ทิวเขาสุดสายตาเป็นหยักลอนเล็กๆ ดูเป็นเอกลักษณ์ของภูเขาหินปูนกำลังได้รับการทาบทาด้วยแสงเย็นที่ดูอบอุ่น อ่อนหวาน ผมยืนถ่ายภาพคลื่นที่ซัดเข้าหาโขดหินและนางแบบกับนายแบบยืนบนปลายแหลมของจมูกควายเพื่อนำมาเป็นตัวแทนความงดงามที่เราทำได้เพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น

อาหารพร้อมเมื่อแสงกำลังสวย เราเดินไปตักอาหารมานั่งกินริมชายหาด พร้อมกับพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า เป็นดินเนอร์ที่แสนเก๋จริงๆ เชียวครับ บรรยากาศแบบนี้ใครได้ลองสัมผัส รับรองได้ว่าติดใจแน่นอน เพราะความสดของบาร์บีคิว กุ้งสดหวานกรอบปิ้งกำลังเหมาะ ปลาตัวใหญ่ๆ ข้าวผัดปู หลัดผัก สปาเกตตี และที่ต้องยกนิ้วให้สุดๆ ก็คือน้ำจิ้มซีฟู้ด ซึ่งรสชาติแบบไทยสไตล์ ซี้ดถึงใจ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติก็จัดรสนี้เพื่อความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และตบท้ายด้วยผลไม้แช่เย็นหวานฉ่ำที่นำมาโดยแตงโมและสับปะรด

วันนี้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมพระอาทิตย์ตกดิน เพราะทั้งบรรยากาศดี อาหารอร่อย ผมไม่ทราบจะบรรยายอย่างไรให้ได้ทุกอย่างรวมอยู่ในตัวหนังสือ อยากให้ท่านหาเวลาไปลองสำผัสครับ กิจกรรมสนุกราคาไม่แพง แถมอิ่มทั้งกายและใจ การหากิจกรรมดีๆ มาเสริมให้การท่องเที่ยวมีทางเลือกหลากหลายรูปแบบนับเป็นความน่าชื่นชมยิ่ง เพราะสามารถเก็บเกี่ยวเงินตราจากภายนอกประเทศไว้ให้ได้มากที่สุด

เรื่องราวการเดินทางไปสัมผัสท้องทะเลกระบี่ในอีกรูปแบบหนึ่งทำให้เราได้พบกับหลายอย่างในชีวิต ทั้งความแข็งแรงในการท่องเที่ยวด้วยเรือคายัก ที่จะมุ่งไปข้างหน้าหรืออยหลังก็ด้วยแรงกายแรงใจของเราเอง ทุกความสนุกไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม ไม่ทำให้ธรรมชาติเสื่อมโทรมลง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างสูงในทุกประเทศทั่วโลก เพราะนั่นจะช่วยให้เรามีต้นทุนของธรรมชาติที่จะยังคงอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน

คู่มือนักเดินทาง

การเดินทาง จากเมืองกระบี่ ใช้ถนนเพชรเกษม เส้นทางกระบี่-พังงา จากน้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4033 (ห่างจากตัวเมืองกระบี่ประมาณ 12 กิโลเมตร) ตรงไปจนสุดทาง มีท่าเรือไปเกาะยาวน้อย และเป็นจุดเริ่มต้นพายเรือของซีคายัคกระบี่

การติดต่อ อุทยานแห่งชาติธารโบกขรธรณี เลขที่ 2/2 หมู่ที่ 2 ถนนอ่าวลึก-แหลมสัก ตำบลอ่าวลึกใต้ อำเภออ่าวลึกใต้ จังหวัดกระบี่ 81110 โทรศัพท์ 075 681 071, 075 682058 โทรสาร 075 682 058 อีเมล์ reserve@dnp.go.th

ซีคายัคกระบี่ เลขที่ 40 ซอย 2 ถนนมหาราช ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองฯ จังหวัดกระบี่ 81000 โทรศัพท์ 075 630 270, 089 724 8579 เว็บไซต์ www.seakayak3krabi.com และ www.seakayak-th.krabimiracle.net

 

ขอบคุณ  อสท

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

*

code