อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ธรรมชาติแห่งอันดามัน (ตอนที่ 2 )

เกาะอาดัง-ราวี
เกาะอาดัง-ราวี

อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ธรรมชาติแห่งอันดามัน  (ตอนที่  2 )

เช้าวันต่อมา ผมลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมสัมผัสอากาศที่เย็นๆ จากเม็ดฝนที่โปรยปรายเมื่อคืน ซึ่งถือเป็นเซอร์ไพรที่ฝนมาตกในฤดูร้อนแบบนี้ ทำให้คิดได้ว่าทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไป ธรรมชาติเปลี่ยนไป ธรรมชาติจึงไม่แน่ไม่นอนไปด้วย แต่ยังถือว่าโชคดีที่ไม่ตกตอนกลางวัน ไม่อย่างนั้นคงเล่นเอาเซ็งเหมือนกัน

หลังจากจัดแจงกับตัวเองเสร็จเรียบร้อย เป้าหมายต่อไปของผมคือการท่องเที่ยวไปรอบๆ เกาะอาดัง-ราวี และเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งบริเวณนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอยู่มากมาย โดยวิธีที่สามารถไปพบความสวยงามมหัศจรรย์เหล่านั้นได้คือ ต้องไปเจรจากับเรือรับจ้างเล็กๆ ที่จอดรออยู่ริมหาด โดยอัตราคานำเที่ยวจะอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อลำ ถ้าเที่ยวหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างผมคงหมดตัวในครั้งเดียวแน่ๆ ดังนั้นจึงมีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถประหยัดได้ นั่นคือร่วมกลุ่มไปกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ แล้วแชร์กันออกค่าเรือ เป็นโชคดีของผมที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติชายหญิง 2 คู่ ต้องการไปด้วยกันพอดี ต่างคนจึงต่างทุ่นค่าเรือกันไปได้มากโข

สำหรับเรือที่พาตะลุยรอบหมู่เกาะในครั้งนี้เป็นเรือหางยาว 8 ที่นั่ง มีหลังคากันแดดอยู่กลางลำเรือ ไต๋เรือเป็นชาวบ้านพื้นเพผมและเพื่อนร่วมทริปอีก 4 คนฝ่าคลื่นลมที่วันนี้ค่อนข้างสงบ ประกอบกับท้องฟ้าเปิดให้เห็นสีฟ้าสดใส ถึงแม้จะมีเมฆลอยอยู่บ้างก็ตาม ทำให้ท้องทะเลสีฟ้าคราม รวมถึงทิวทัศน์ของเกาะต่างๆ ที่สีเขียวขจีของต้นไม่ปกคลุมเขาสูง ช่างเป็นภาพที่สวยงามและน่าประทับใจอย่างยิ่ง

ปะการัง ร่องน้ำจาบัง
ปะการัง ร่องน้ำจาบัง

นั่งชมทิวทัศน์กำลังเพลิน สักพักเรือมาหยุดอยู่บริเวณกลางทะเล ไต๋เรือตะโกนบอกนักท่องเที่ยวในเรือว่า จาบัง จาบัง นั่นคือได้มาถึง ร่องน้ำจาบัง จุดชมปะการัง น้ำตื้นแห่งแรกในทริปนี้แล้ว ทุกคนไม่รอช้าคว้าเสื้อชูชีพใส่ให้กระชับกายสวมหน้ากากดำน้ำแล้วกระโดดลงน้ำ ลอยตัวชมประการังอ่อนหลากสีที่โชว์รูปร่างสวยงาม เกาะบนกองหินสูงตระหง่านเบื้องหน้า คลอเคล้าด้วยฝูงปลาสีสันสดใสที่ใช้แนวปะการังเป็นเสมือนบ้านว่ายไปมาเสมือนภาพชวนฝัน พร้อมตกแต่งด้วยดาวขนนก หอยเม่นดอกไม่ทะเล และฟองน้ำ โดยเฉพาะเมื่อแสงแดดทอทะลุผิวน้ำ ยิ่งขับให้ความงามของธรรมชาติดูมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีด จากนั้นจึงขึ้นเรือเพื่อไปยังที่หมายต่อไปที่อยู่ใกล้ๆกัน นั่นคือ เกาะหินงาม

เกาะหินงาม
เกาะหินงาม

เกาะหินงามเกาะเล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับร่องน้ำจาบัง เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงดังไปทั่วโลกด้วยลักษณะพิเศษที่ถือเป็นหนึ่งใน Unseen in Thailand นั่นคือหาดของที่นี่เป็นหาดหินและเป็นหินสีเข้มที่มีลักษณะกลมเกลี้ยง เมื่อถูกน้ำทะเลซัดจะมีความมันวาว สวยงามหินเหล่านี้ถูกกระแสน้ำพัดมาทับถมกันจนเกิดเป็นหาดหินขนาดเล็ก โดยมีความเชื่อว่าหากใครที่มาชมหินนี้ แล้วสามารถเรียงต่อซ้อนกันได้ 12 ก้อน จะสามารถอธิษฐานขอพรต่อเจ้าพ่อตะรุเตาได้สมปรารถนาในทุกสิ่ง แต่หากใครนำหินจากเกาะแห่งนี้ติดตัวกลับไปไม่ว่าจะเป็นก้อนเล็กหรือก้อนใหญ่ ก็จะเกิดเภทภัยต่อตัวเอง สำหรับการเดินบนเกาะหินงาม ควรหารองเท้าสวมเพื่อความปลอดภัย เพราะหินจะลื่นและตำเท้า ทำให้เดินไม่สะดวกนัก

เกาะหินซ้อน
เกาะหินซ้อน

จุดหมายต่อไปที่ไต๋เรือพาไปนั้นอยู่ห่างจากเกาะหินงามพอสมควรทำให้ต้องเร่งเครื่องจนเรือตีคลื่นกระจายเป็นระออง สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้นั่งเรือคงเป้นเรื่องที่สักหน่อย ดังนั้นจึงควรหาที่ยึดจับให้เหมาะมือ หลังจากที่ฝ่าแนวคลื่นมาได้สักพัก ไต๋คนเก่งของเราก็ชี้ไปที่เกาะแห่งหนึ่งที่มีลักษณะประหลาดเบื้องหน้า และบอกกับผู้โดยสารว่านั่นคือ เกาะหินซ้อน แน่นอน พอได้ยินชื่อประกอบกับภาพที่ตาเห็นคงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก เพราะนี่คืออีกหนึ่งสิ่งที่ธรรมชาติรังสรรค์ หินขนาดใหญ่ 2 ก้อนวางซ้อนทับกันอยู่ โดยก้อนข้างล่างแตกออกจนดูเหมือนว่าจะทำให้หินก้อนที่อยู่ข้างบนหล่นลงมา แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น หินทั้ง 2 ก้อนนี้ยังคงซ้อนกันอยู่อย่างนั้น แม้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหว ผจญกับพายุลมฝน หรือแม้แต่สึนามิซัด ก็ไม่สามารถทำอะไรหินที่ซ้อนคู่นี้ได้ นี่จึงเป็นความงามมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่น่าทึ่ง และต้องมาเยี่ยมชมด้วยสายตาตัวเองสักครั้ง

ไต๋ขับเรืออย่างช้าๆ พาวนรอบเกาะเพื่อให้ทุกคนเก็บภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะขับเลยออกมาเล็กน้อยและจอดอยู่กลางน้ำ เพื่อให้ทุกคนได้ลงไปสัมผัสความงามใต้ท้องทะเลสตูลอีกครั้ง สำหรับจุดดำน้ำเกาะหินซ้อนนี้มีระดับน้ำตื้นกว่าร่องน้ำจาบัง แนวปะการังกระจายเป็นวงกว้าง มีทั้งปะการังอ่อน ปะการังแข็งกัลปังหา และฝูงปลามากมาย เป็นอีกหนึ่งภาพที่น่าประทับใจ นอกจากนั้น บริเวณดังกล่าวยังประกอบไปด้วยจุดดำน้ำอีกหลายจุด เช่น จุดดำน้ำเกาะผึ้ง จุดดำน้ำเกาะดง เป็นต้น แต่ด้วยเวลาที่จำกัด คงไม่มีเวลาชมโลกใต้บาดาลได้หมดทุกจุด จึงจำใจผละจากความงามใต้ท้องทะเลไปยังจุดหมายต่อไป เกาะรอกลอย

เกาะรอกลอยเป็นเกาะเล็กๆ ที่มีความเงียบสงบและสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ชายหาดของที่นี่เป็นทรายสีขาวสะอาดตาเนื้อละเอียดมีลักษณะเป็นแหลมทอดตัวตัดกับสีเขียวครามของน้ำทะเล โดยที่เบื้องหลังเป็นทิวทัศน์สีเขียวครึ้มของเกาะดง ด้วยความงามเปี่ยมเสน่ห์ทำให้ทะเลละแวกนี้มีชื่อเรียกว่า ทะเลหยก นักท่องเที่ยวที่ร่วมก๊วนด้วยกันต่างสนุกสนานกับการเล่นน้ำทะเลสีเขียวมรกต ส่วนตัวผมพยายามปีนขึ้นเนินเขาเล็กๆ บนเกาะ เพื่อเก็บภาพความประทับใจจากมุมสูงที่สามารถมองเห็นได้ทั่วไปทั้งเกาะ

ผมกลับมานั่งฝ่าเกลียวคลื่นบนเรือกันแบบยาวๆ อีกครั้ง เพื่อไปยังสถานที่ต่อไปนั่นคือ เกาะราวี เกาะคู่แฝดกับเกาะอาดัง ที่ยังคงสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติอันสวยงามทั้งโลกเบื้องบนและเบื้องล่าง เรือมาจอดบนหาดทรายแห่งหนึ่งที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา โดยมีป้ายกำกับเขียนว่า หาดทรายขาว เกาะราวี เป็นหาดทรายที่สามารถเล่นน้ำได้ และมีแนวประการังหน้าหาด สามารถดำน้ำตื้นชมได้นอกจากนั้น ร้านอาหารของทางอุทยานให้บริการ และมีเจ้าบ้านอย่าง ลิง คอยจับตามองอยู่ตลอด ดังนั้น ถ้าเผลอวางของกินหรือสิ่งของที่ยั่วตายั่วใจเอาไว้โดยไม่ระมัดระวัง อาจกลายเป็นอาหารลิงหรือของเล่นลิงได้ในพริบตา สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสงบแบบสุดๆ หรืออยากใกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุด สามารถกางเต็นท์พักแรมได้

ไต๋เรือปล่อยให้ใช้เวลาที่หาดนี้นานพอควร จนบ่ายคล้อยก็ถึงเวลาที่จะพากลับสู่สถานที่เดิมนั่นคือ เกาะอาดัง ไต๋คนเก่งขับเรือเลาะมาตามหลังเกาะอาดัง ซึ่งมีหาดทรายเล็กๆ เป็นระยะๆ โดยบางหาดสามารถลงเล่นน้ำและดำน้ำชมแนวปะการังชายฝั่งและฝูงปลาสวยงามได้ นอกจากนั้น ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ยังนิยมมาปูผ้าอาบแดดบริเวณหาดเหล่านี้ เนื่องจากหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ถ้าให้สามารถรับแสงแดดยามเย็นได้เต็มที่ ผมหยิบกล้องขึ้นมาชักภาพเป็นระยะๆ  เนื่องเพราะความสวยงามของธรรมชาติที่ทำให้อดใจอยู่เฉยไม่ได้ จนกระทั่งเรือพากลับมายังจุดเริ่มต้นอย่างปลอดภัย และขณะนี้ยังไม่เย็นมาก ยังพอมีเวลาเดินเที่ยวบริเวณใกล้เคียงรอบๆ นี้ ผาชะโด จุดชมวิวบนเกาะอาดังคือที่หมายสำหรับเวลาที่เหลือก่อนค่ำ

ผาชะโด เป็นจุดชมวิวที่อยู่ใกล้กับที่ตั้งหน่วยอุทยานแห่งชาติบนเกาะอาดัง อยู่บนภูเขาสูง สามารถเดินเท้าขึ้นไปชมได้ มีจุดชมวิว 3 จุดด้วยกันโดยเรียงลดหลั่นตามระดับความสูง สามารถมองเห็นเกาะหลีเป๊ะได้ทั้งเกาะ สมัยอดึดถูกใช้เป็นสถานที่สังเกตการณ์ของกลุ่มโจรสลัดเพื่อเฝ้าดูลาดเลาในการเจ้าโจมตีเรือสินค้า ผมค่อยๆ เดินลัดเลาะไต่ขึ้นมาอย่างไม่เร่งรีบบนทางเดินเล็กๆ ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าและยุงที่เริ่มออกหากิน จนกระทั่งขึ้นไปยังจุดชมวิว จุดที่ 2 ทอดสายตาลงไปเบื้องล่าง มองเกาะหลีเป๊ะที่ตอนนี้สามารถมองเห็นได้ทั้งเกาะอย่างสบายใจ ความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่ได้รับตลอดทางที่เดินขึ้นมาหายเป็นปลิดทิ้ง

หวนทบทวนความรู้สึกที่ได้รับจากการท่องเที่ยวในครั้งนี้ นับเป็นการเดินทางที่คุ้มค่ายิ่ง แม้จะเป็นทริปที่อาจต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายสูงสักหน่อย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความรู้สึกประทับใจอย่างพิเศษสุดที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหน และไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน เป็นประสบการณ์ที่ต้องสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น แล้วคุณพร้อมที่จะหากำไรให้กับชีวิตตัวเองหรือยัง

เรื่อง: ผาสุข

การเดินทาง

รถยนต์

จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษมไปจนถึงจังหวัดชุมพร แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 41 ไปจนถึงจังหวัดพัทลุง จากนั้นกับเข้าทางหลวงหมายเลข 4 ตามเดิม วิ่งต่อไปจนถึง อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ใช้เส้นทางหมายเลข 406 ซึ่งจะเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 416 ที่จังหวัดสตูล ไปจนถึงอำเภอละงู โดยท่าเรือปากบาราจะอยู่ห่างจากตัวอำเภอละงู ประมาณ 10 กิโลเมตร

รถโดยสารประจำทาง

สามารถขึ้นรถโดยสารประจำทางได้ที่สถานีขนส่งสายใต้ (ตลิ่งชัน) มีรถออกเดินทางทุกวัน วันละ 2 รอบคือรอบเช้า และ รอบค่ำ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 13-15 ชั่วโมง

ผู้ให้บริการรถโดยสารประจำทาง

บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร. 02-894-6122

ศรีสุเทพทัวร์ โทร. 02-894-6166-8

ทรัพย์ไพศาลทัวร์ โทร. 02-894-6040-1

รถไฟ

สามารถเดินทางด้วยรถไฟสายกรุงเทพฯ – หาดใหญ่ จากนั้นต่อรถตู้หรือรถโดยสารประจำทางท้องถิ่นไปยังท่าเรือปากบาราใช้เวลาประมาณ 15-18 ชั่วโมง สามารถเช็คตารางเวลาการเดินรถไฟได้ที่ www.railway.co.th โทร. 1690

เครื่องบิน

สามารถใช้บริการสายการบินเดินทางไปลงที่สนามบินหาดใหญ่ หรือสนามบินตรัง ได้ โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถตู้หรือรถโดยสารประจำทางท้องถิ่นไปยังท่าเรือปากบารา

ผู้ให้บริการสายการบิน

สายการบินไทย โทร. 1566 หรือ www.thaiairways.co.th (เฉพาะสนามบินหาดใหญ่)

สายการบินแอร์เอเชีย โทร. 02-515-9999 หรือ www.airasia.com

สายการบินนกแอร์ โทร. 1318 หรือ www.nokair.com

เรือ

สามารถเดินทางไปยังเกาะตะรุเตา และเกาะหลีเป๊ะ ได้ที่ท่าเรือปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล ด้วยเรือสปีดโบ๊ทหรือเรือเฟอร์รี่ความเร็วสูง เรือออกทุกวัน วันละ 2 รอบ (ยกเว้นฤดูมรสุม) รอบเช้า 11.00 น. และรอบบ่าย 13.30 น. ใช้เวลาเดินทาง 2-3 ชั่วโมง

ผู้ให้บริการเรือเฟอร์รี่และสปีดโบ๊ท

บันดาหยาหปีดโบ๊ท โทร. 074-750-248-9

อาดัง ซี แอดเวนเจอร์ทัวร์ โทร. 074-783-338

สตูลปากบารา สปีดโบ๊ท โทร. 074-783-643-4

อันดามัน เอ้กซ์เพรส โทร.085-476-5842

หลีเป๊ะเฟอรี่ แอนด์ สปีดโบ๊ท โทร. 083-657-9291

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

*

code